Showing posts with label For Thailand. Show all posts
Showing posts with label For Thailand. Show all posts

Monday, November 25, 2013

A Watched Pot Never Boils: น้ำไม่เดือด คนเดือด

เวลาที่เราจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งทั้งที่รู้ว่า สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นตามกาลตามปัจจัย ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้
น้ำไม่เดือด คนเดือด
เช่น เมื่อไหร่จะถึงเช้าวันจันทร์เสียที อยากจะปรี่ไปทำงานจะแย่แล้ว (จะมีใครคิดแบบนี้จริงๆ ไหมคะ ^_^) เราก็จะค้นพบว่า วันจันทร์ที่เรารอคอยนั้น ดูเหมือนจะมาไม่ถึงเสียที ทั้งๆ ที่เวลาก็เดินไปตามปกติของมัน สำหรับฝรั่งที่ดื่มกาแฟกันทุกเช้า เค้าจะเคยชินกับการต้มน้ำ และรู้ว่าการรอให้น้ำเดือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่รีบๆ จะสายแหล่มิสายแหล่นี่มันทรมานใจขนาดไหน ดังนั้นเมื่อจะเตือนใจใครให้รู้จักการปล่อยใจให้รอคอยอย่างอดทน เพราะสิ่งนั้นเกิดขึ้นได้ตามกาลตามเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น เราจะเอาการจดจ่อของเราไปแทรกแซงไม่ได้ เค้าก็จะพูดกันว่า A watched pot never boils
เวลาจดจ่อให้น้ำเดือด แล้วมันดันไม่เดือด แทนที่น้ำจะปุดๆ กลับกลายเป็นใจเราเสียมากกว่าที่ตุบๆ ไม่หยุดด้วยความโมโห จึงเกิดสำนวน Boil over ที่แปลเหมือน เดือดดาล หรือ โมโห ในบ้านเรานี่เอง ซึ่งนอกจากจะใช้เดี่ยวๆ เพื่อบอกความรู้สึกว่า I’m really boiled over. ฉันกำลังเดือดสุดๆ อยู่ตอนนี้ เรายังมักจะเห็นในรูป Boil over with anger หรือ rage ซึ่งย้ำเข้าไปว่า เดือดดาลด้วยแรงโทสะ ซึ่งก็คือ Anger หรือ Rage ซึ่งมีความหมายว่า ความโกรธ แต่ถ้าอยากจะบอกว่า เดือดจนจะแผดเผาใครได้ ต้องใช้ Boil over for someone เช่น I’m really boiled over for him. ฉันละเดือดเค้าจริงๆ เป็นต้นค่ะ
เคยมีนักปรัชญาเอาทฤษฎีทางฟิสิกส์ที่ชื่อ Chaos Theory หรือทฤษฎีแห่งความยุ่งเหยิง มาอธิบายปรากฏการณ์ที่ตรงกับสำนวน A watched pot never boils เอาไว้ว่าสิ่งที่พอจะคาดเดาหรือทำนายผลได้ จะกลายเป็นความยุ่งเหยิงที่คาดเดาผลลัพธ์ไม่ได้เลยหากถูกแทรกแซงแม้ด้วยปัจจัยที่ดูแสนจะเล็กน้อย ซึ่งปัจจัยที่แทรกแซงน้ำไม่ให้เดือดเสียทีนี้ก็คือ “ใจ” เรานี่เอง หากเอา “ใจ” วางไว้ในที่ที่มันควรจะอยู่ สิ่งต่างๆ ก็จะดำเนินไปตามวิถีไม่มีใครต้องร้อนรน



ที่มา:thairath

8 ตัวอย่างภาษาอังกฤษแบบผิดๆ ที่เป็นคำฮิตติดปากคนไทย



8 ตัวอย่างภาษาอังกฤษแบบผิดๆ ที่เป็นคำฮิตติดปากคนไทย

          ในปัจจุบันมีคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่คนไทยใช้กันจนติดปากอยู่มากมาย แต่คุณเคยรู้ไหมว่ามีบางคำที่ฝรั่งเค้าไม่ได้ใช้อย่างที่เราพูดกันติดปาก วันนี้จึงเสนอคำศัพท์สัก 8 ตัวอย่างที่คนไทยมักใช้อย่างผิดๆ จนติดเป็นนิสัยพร้อมทั้งคำที่ถูกต้องซึ่งคุณควรนำไปใช้เวลาคุยกับฝรั่ง พร้อมแล้วมาเริ่มกันเลย

1.อินเทรนด์ (in trend) คำนี้อินเทรนด์มากๆ เอ๊ย…ฮิตมากๆ ในปัจจุบัน สามารถได้ยินตามรายการวิทยุหรือโทรทัศน์ทั่วไป เพราะใช้กันทั่วบ้านทั่วเมือง เช่น เด็กสมัยนี้ถ้าจะให้อินเทรนด์ต้องตามแฟชั่นเกาหลี ซึ่งบางทีเวลาคุณต้องการพูดว่า “มันทันสมัย” คุณอาจจะติดปากว่า “It is in trend.” คำว่า “ทันสมัย” ฝรั่งเค้าไม่ใช้คำว่า “in trend” อย่างคนไทยเค้าจะใช้คำว่า “trendy” หรือ “fashionable” ซึ่งเป็นคำคุณศัพท์ที่คุณสามารถวางไว้หน้าคำนามที่ต้องการขยาย เช่น a trendy haircut ทรงผมที่ทันสมัย, a fashionable restaurant ร้านอาหารที่ทันสมัย หรือจะไว้หลัง verb to be เช่น It is trendy. หรือ It is fashionable. ก็ได้

2.เว่อร์(over) เช่น เธอคนนั้นทำอะไรเว่อร์ๆ She is over. ไม่มีความหมายแต่อย่างใดในภาษาอังกฤษ ฝรั่งที่ได้ยินคุณพูดเช่นนี้ คงมึนตึบ พร้อมทำสีหน้างงว่ามันหมายถึงอะไรเหรอ? พูดถึงคำนี้ คนไทยน่าจะหมายถึงการพูดเกินจริงหรือทำเกินจริง ซึ่งถ้าพูดเกินจริง ควรจะใช้คำศัพท์ที่ว่า “exaggerate” เป็นคำกิริยา อ่านว่า เอก-แซ้ก-เจ่อ-เรท ตัวอย่างเช่น
“He said you walked 30 miles.” เค้าบอกว่าคุณเดินตั้ง 30 ไมล์
“No – he’s exaggerating. It was only about 15.” ไม่หรอก เค้าพูดเว่อร์ (เกินจริง) มันก็แค่ 15 ไมล์เอง
ดังนั้น ถ้าจะบอกว่า เธอพูดเว่อร์น่ะ ก็บอกว่า You’re exaggerating. หรือจะบอกเค้าว่า อย่าพูดเว่อร์ๆ น่ะ อาจใช้ว่า Don’t exaggerate. ส่วนอาการเว่อร์อีกแบบคือการทำเกินจริง เราจะใช้คำกิริยาที่ว่า “overact” เช่น You’re overacting. เธอทำเว่อร์เกิน (แสดงอารมณ์เกินจริง)

3.ดูหนัง soundtrack เวลาคุณจะบอกใครว่า ฉันต้องการดูหนังฝรั่งที่พากย์ภาษาอังกฤษ อย่าพูดว่า “I want to watch a soundtrack film.” แต่ควรจะใช้ว่า “I want to watch an English film.” เพราะความหมายของคำว่า “soundtrack” คือ ดนตรีที่อยู่ในภาพยนตร์ ต่างหาก
ถ้าเราจะพูดถึงหนังฝรั่งที่พากย์เสียงภาษาไทย เราต้องบอกว่า “I want to watch an English film that is dubbed into Thai.” เพราะคำกิริยาว่า “dub” คือพากย์เสียงจากต้นแบบในหนังหรือรายการโทรทัศน์ไปเป็นภาษาอื่น ส่วนหนังที่มีคำบรรยายใต้ภาพเราเรียกว่า “a subtitled film” ซึ่งคำบรรยายที่อยู่ใต้ภาพ เราเรียกว่า “subtitles” (ต้องมี s ต่อท้ายเสมอนะครับ) เช่น a French film with English subtitles หนังฝรั่งเศสที่มีคำบรรยายใต้ภาพเป็นภาษาอังกฤษ
หนังบางเรื่องจะมีคำบรรยายใต้ภาพเป็นภาษาเดียวกับที่นักแสดงพูด เรามีศัพท์เรียกเฉพาะว่า “closed-captioned films/คำหวงห้าม/television programs” หรือ อาจเขียนย่อๆ ว่า “CC” เช่น You should watch a closed-captioned film to improve your English. คุณควรจะดูหนังฝรั่งที่มีคำบรรยายภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษของคุณ

4.นักศึกษาปี 1 คนไทยมักเรียกว่า “freshy” ซึ่งฝรั่งไม่รู้เรื่องเพราะไม่มีการบัญญัติศัพท์คำนี้ในภาษาอังกฤษ เค้าจะใช้คำว่า “fresher” หรือ “freshman” เช่น He is a fresher. หรือ He is a freshman. หรือ He is a first-year student. เขาเป็นนักศึกษาปี 1 ส่วนปีอื่นๆ คนไทยเรียกถูกแล้วครับ คือ ปี 2 เราเรียก a sophomore, ปี 3 เรียกว่า a junior และ ปี 4 เรียกว่า a senior

5.อัดหรือบันทึก คนไทยมักพูดทับศัพท์ว่า เร็คคอร์ด (record) คำๆ นี้สามารถเป็นได้ทั้งคำนามและคำกิริยา เพียงแค่เปลี่ยนตำแหน่ง stress กล่าวคือ ถ้าจะใช้เป็นคำนามที่แปลว่า แผ่นเสียงหรือสถิติ ให้ขึ้นเสียงสูงที่พยางค์แรก คือ “เร็ค-คอร์ด” เช่น He wants to buy a record. เขาต้องการซื้อแผ่นเสียง, I broke my own record. ฉันทำลายสถิติของฉันเอง แต่ถ้าคุณจะหมายถึงคำกิริยาที่แปลว่า อัดหรือบันทึก ต้อง stress พยางค์หลัง ซึ่งจะอ่านว่า “รี-คอร์ด” เช่น I’ll record the film and we can all watch it later. ฉันจะอัดหนัง เราจะได้เก็บไว้ดูทีหลังได้ ส่วนเครื่องบันทึก เราเรียกว่า “recorder” อ่านว่า รี-คอร์-เดอร์

6.ต่างคนต่างจ่าย เรามักใช้ American share รับรองว่าฝรั่ง(ต่อให้เป็นชาวอเมริกันด้วยครับ) ได้ยินแล้ว งงแน่นอน ถ้าคุณจะหมายถึงต่างคนต่างจ่ายให้ใช้ว่า “Let’s go Dutch.” หรือ “Go Dutch (with somebody).” อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นธรรมเนียมของชาวดัตช์หรือเปล่า? ที่ต่างคนต่างจ่ายเลยมีสำนวนอย่างนี้ หรือคุณอาจจะบอกตรงๆ เลยว่า “You pay for yourself.” คือเป็นอันรู้กันว่าต่างคนต่างจ่าย แต่ถ้าคุณต้องการเป็นเจ้ามือ(ไม่ใช่เล่นไพ่นะคะ)เลี้ยงมื้อนี้เอง คุณควรพูดว่า “It’s my treat this time.” หรือ “My treat.” หรือ “It’s on me.” หรือ “All is on me.” หรือ “I’ll pay for you this time.” ทั้งหมดแปลว่า มื้อนี้ฉันจ่ายเอง ส่วนถ้าจะบอกเพื่อนว่า คราวหน้าแกค่อยเลี้ยงฉันคืน ให้บอกว่า “It’s your treat next time.”

7.ขอฉันแจม (jam) ด้วยคน ในกรณีนี้คำว่า “แจม” น่าจะหมายถึง “ร่วมด้วย” เช่น We are going to eat outside. Do you want to jam? เรากำลังจะออกไปกินข้าวข้างนอก เธอจะไปด้วยมั้ย? ในภาษาอังกฤษไม่ใช้คำว่า jam ในกรณีแบบนี้ ซึ่งควรจะใช้ว่า “Do you want to join us?”, “Do you want to come with us?” หรือ “Do you want to come along?” จะดีกว่า

8.เขามีแบ็ค (back) ดี “He has a good back.” ฝรั่งคงงงว่ามันเกี่ยวอะไรกับข้างหลังของเค้า เพราะ back แปลว่า หลัง (อวัยวะ) แต่คุณกำลังจะพูดถึงมีคนคอยสนับสนุน ซึ่งต้องใช้ “a backup” ซึ่งหมายถึง คนหรือสิ่งของที่ช่วยสนับสนุน ช่วยเหลือ เกื้อกูล เป็นกำลังใจให้
นี่เป็นเพียงแค่ 8 คำเบื้องต้นที่นำมาฝากเพื่อนๆ ซึ่งในชีวิตประจำวันยังมีคำอีกมากมายที่ยังถูกใช้แบบผิดๆ โอกาสหน้า แอดมิน จะนำมาฝากกันใหม่


ที่มา : ครูบ้านนอก

Wednesday, September 25, 2013

English is all around! “ต่อคิวสิจ๊ะเธอ” ในภาษาไทยคือ?

English is all around!
เทคนิคเก่งภาษาอังกฤษอีกอย่างนึงนั่นก็คื๊อออออ…
การสังเกตและเรียนรู้ภาษา จากสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบๆตัว :) ) Yes!
ป้ายนี้…เจอที่ห้องน้ำค่ะ :) )
จำไปใช้ได้แล้ว 1 ประโยคเวลาจะบอกให้ใคร ‘ต่อคิว’
ต่อคิวสิจ๊ะเธอ
ต่อคิวสิจ๊ะเธอ

นอกจากจะใช้คำว่า ‘Please queue up’ (พลีส คิว อัพ) แล้ว
ยังมีอีกหลายประโยคสั้นๆ ให้จำไปใช้ได้ง่ายๆอีกด้วยค่ะ :) )
เช่น
Line up, please. ช่วยต่อแถวด้วยค่ะ
Get in line, please. ต่อแถวด้วยนะคะ
Don’t cut in line! อย่าแทรก! ห้ามแซงนะ!
ต่อคิวสิจ๊ะเธอ
ต่อคิวสิจ๊ะเธอ

ในกรณีที่คนเยอะมาก ‘ไม่รู้อ่ะแถวอยู่ไหน’ ใช้ประโยคพวกนี้ถามไปได้เลยค่ะ
Where is the queue? ต่อคิวตรงไหน
Where is the line? แถวอยู่ตรงไหน
Where is the end of the line?หางแถวอยู่ไหน
จำไว้นะคะว่า ตามมารยาทที่ดี
first come, first serve มาก่อน…ได้ก่อน
(ยกเว้นในเรื่องของความรัก…มาก่อนการันตีไม่ได้ว่าจะต้องได้ก่อนเสมอไป 555)
#เรียนรู้ จดจำ และนำไปใช้ค่ะ :) )

ที่มา:eduzones

Wednesday, July 17, 2013

คำศัพท์ภาษาอังกฤษ A Rolling Stone Gathers No Moss แปลว่า

A Rolling Stone Gathers No Moss: หินที่กลิ้งอยู่ย่อมไม่มีตะไคร่เกาะ
A Rolling Stone Gathers No Moss หินที่กลิ้งอยู่ย่อมไม่มีตะไคร่เกาะ

คำศัพท์ภาษาอังกฤษ A Rolling Stone Gathers No Moss แปลว่า

“A rolling stone gathers no moss” หินที่กลิ้งอยู่ย่อมไม่มีตะไคร่เกาะ ถ้ามีคนกล่าวสุภาษิตนี้ และเปรียบเปรยว่าคุณผู้อ่านเป็น “A Rolling Stone” คุณผู้อ่านจะตีความว่าอย่างไร
  1. เขากำลังชื่นชม ที่คุณเป็นคนไม่ย่ำอยู่กับที่ เป็นพวก Active (adj.) หรือ Energetic (adj.) มีพลังขับเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา
  2. เขากำลังส่อเสียด ว่าคุณเป็นพวกไม่ปักหลัก เหมือนพวก Nomad (n.) ชนเผ่าเร่รอน ที่มีชีวิตแบบ Aimless (adj.) ไม่มีเป้าหมาย
คำตอบคือ เป็นไปได้ทั้งสองอย่างค่ะ ขึ้นอยู่กับว่าคนพูดเป็นคนรุ่นไหน
ถ้ามองหน้าแล้วดูรุ่นราวคราวคุณปู่คุณย่า ท่านเหล่านั้นอาจจะหมายถึงข้อ ข. เพราะคนสมัยก่อนอยู่ในยุคของการเกษตร จึงเปรียบเทียบ A rolling stone กับร่างกายคน การกลิ้งไปมาไม่ปักหลักลงที่ไหนสักแห่ง ทำให้ไม่สามารถสร้างผลประโยชน์อะไรได้เลย แม้แต่ Moss หรือ ตะไคร่น้ำ ที่ว่างอกง่ายๆ แล้วก็ยังเกาะไม่ติด ถ้าให้ตรงกับภาษาไทยคงเรียกได้ว่า ไม่เอาถ่าน
สำหรับในปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตในเมือง การมีตะไคร่น้ำเกาะฝาบ้านถือเป็นเรื่องน่าเกลียด เพราะนอกจะสะท้อนความเก่าคร่ำครึแล้วยังบ่งบอกถึงการไม่ค่อยขยับตัวเก็บกวาดบ้านของเจ้าของด้วย
ดังนั้น A rolling stone gathers no moss สำหรับคนสมัยใหม่ กลับให้ความหมายว่า คนที่มีใจรักที่จะเคลื่อนไปข้างหน้าตลอดเวลา ไม่มีวันที่จะโดนตะไคร่เกาะให้คร่ำครึ ไม่เหมือน พวกหัวโบราณ ที่ถูกเรียกกระแนะกระแหนให้เจ็บว่า พวก Mossback (n) เก่าจนหลังขึ้นตะไคร่เป็นวัตถุโบราณกันเลยทีเดียว
ของสิ่งเดียวกันเมื่อเวลาล่วงเลยคุณค่าและความหมายกลับเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่เพราะธรรมชาติของสิ่งนั้นเปลี่ยนเงื่อนไข แต่เพราะธรรมดาของใจคนย่อมมีวันเปลี่ยนแปลง เรียนรู้ เข้าใจ และยอมรับกับการเปลี่ยนแปลง รับรองว่า ไม่มีใครเห็น Moss บนหลังคุณแน่ค่ะ
โดย:ครูแนน

Monday, February 11, 2013

ฝรั่งพูดคนไทยงง : Go bananas

Go bananas
กล้วย00
กล้วยเป็นผลไม้ที่เราทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี ในภาษาไทยก็มีสำนวนที่เกี่ยวกับกล้วยอยู่หลายสำนวน เช่น ของกล้วยๆ หรือหมาเห่าใบตองแห้ง แต่ใครจะรู้ว่าฝรั่งเองก็มีสำนวนเกี่ยวกับผลไม้เมืองร้อนชนิดนี้เช่นกันครับ ซึ่งเมื่อแปลตามตัวแล้วก็คือ “ไปกล้วย” และอย่าเพิ่งคิดว่า ถ้าไม่แปลแบบนั้นก็อาจจะหมายถึง “ไปตัดกล้วย” ล่ะครับ คิดเล่นๆ ไว้ก่อนว่า ฝรั่งเขาอยู่เมืองหนาวซึ่งปลูกกล้วยไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจะมีกล้วยที่ไหนให้ตัด เอาล่ะครับ จะหมายความว่าอย่างไร ก็อยากให้ลองเดาจากบทสนทนาด้านล่างนี้กันดูก่อน
Cole: Have you seen today’s paper? The government is going to raise a car tax by 30%.
โคล อ่านหนังสือพิมพ์ของวันนี้ยัง รัฐบาลจะขึ้นภาษีรถอีก 30% นะ
Henry: Really? No way are drivers going to stay silent about this.
เฮนรี่ งั้นเหรอ งานนี้พวกคนใช้รถไม่มีทางอยู่เฉยๆ แน่
Cole: You’re right. Almost everyone has already gone bananas. A howl of protest can be heard almost anywhere.
โคล ถูกแล้ว เกือบทุกคน has gone bananas ไปเรียบร้อยแล้ว ไปที่ไหนก็ได้ยินแต่เสียงประท้วงแทบทุกที่
Henry: Let’s just wait and see what they will finally decide. By the way, did you know that Kevin has been made redundant without prior notice?
เฮนรี่ งั้นก็ต้องรอดูว่าสุดท้ายจะเอายังไง เออนี่ นายรู้หรือเปล่าว่าเควินถูกปลดออกจากงานแบบฟ้าผ่า
Cole: No, that’s too bad. Having worked with him for several years, I dare say Kevin is really an intelligent and hard-working bloke.
โคล ไม่รู้เลย แย่จริงๆ ฉันทำงานกับเควินมาหลายปี กล้าพูดได้เลยว่าเขาเป็นคนฉลาดแถมขยันจริงๆ
Henry: I agree with you. This piece of news was so shocking that he went bananas.
เฮนรี่ เห็นด้วย ข่าวนี้ช็อกมากจนเขา went bananas ไปเลย
คุณคิดว่าความหมายของ go bananas ที่โคลกับเฮนรี่พูดเหมือนกันไหมครับ ลองอ่านข้อความแวดล้อมดูจะรู้ว่าไม่เหมือนครับ โดยในความหมายแรกที่โคลพูด go bananas หมายถึง “รู้สึกโมโห โกรธมาก” สังเกตจากคำว่า howl ที่หมายถึง “เสียงตะโกน” (แต่ถ้าใช้กับสุนัขจะกลายเป็น “เสียงเห่าหอน” นะครับ) เมื่อรวมกับคำที่แปลว่าประท้วงอย่าง protest ก็เลยบ่งบอกถึงความโกรธครับ ส่วน go bananas ที่เฮนรี่พูดจะหมายถึง “ทำตัวงี่เง่า บ้าบอ หรือสติแตก” ครับ สังเกตจากคำว่า shocking ที่หมายถึง “ทำให้ประหลาดใจแบบถึงขีดสุด” หรือ without prior notice ที่หมายถึง “โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า” ซึ่งสำนวนนี้ไม่ว่าจะเป็นความหมายใดก็ตาม สำนวนนี้ banana จะต้องมี s เสมอครับ ซึ่งหลายๆ เรื่องในชีวิตของเรา
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน ความรัก การเรียน การจราจร และอื่นๆ อาจทำให้เรา go bananas ไปได้ง่ายๆ จึงขอให้ทุกท่านพยายามตั้งสติไว้อยู่เสมอ เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข

ที่มา: Sanook

Saturday, January 5, 2013

ภาษาอังกฤษวันละนิด feel guity ‘เค้ารู้สึกผิด’ เง้อออ

ภาษาอังกฤษวันละนิดนึง :D นะคะ
วันนี้ขอเสนอคำว่า ‘รู้สึกผิด’ เง้อออ T^T
สั้นๆ ง่ายๆ ให้จำไปตั้งสเตตัสเป็น eng เก๋ๆกันได้ :) ) อิอิ
เค้ารู้สึกผิด-feel guity
เค้ารู้สึกผิด-feel guity


feel guilty + for/about + n/gerund(V.ing)
= รู้สึกผิด สำนึกผิด
เช่น
- I feel guilty for forgetting your birthday.
ฉันรู้สึกผิดนะที่ลืมวันเกิดเธอ
- Please, don’t make me feel guilty.
ขอร้องล่ะ…อย่าทำให้ฉันรู้สึกผิดได้มั้ย
- You shouldn’t feel guilty about the accident.
It’s not your fault.
เธอไม่ควรรู้สึกผิดกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นหรอก มันไม่ใช่ความผิดเธอซะหน่อย
- You should feel guilty for cheating on a test!
เธอควรสำนึกผิดบ้างนะเรื่องโกงข้อสอบอ่ะ
- You make me feel so guilty about what I’ve done.
เธอทำให้ฉันรู้สึกผิดมากเลยนะในสิ่งที่ฉันทำไป
- Don’t feel guilty. It’s not your fault.
ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก นี่ไม่ใช่ความผิดของเธอ
เรียนรู้ จดจำ แล้วนำไปใช้นะคะ :) )


ที่มา:eduzones